สวัสดีค่ะ สดค่ะ
 
ตามที่เกริ่นเอาไว้คราวที่แล้วค่ะว่า จะรีวิวเรื่อง "ลัดดาแลนด์" เนื่องจากสดเกิดอาการเสียดายตั๋ว(ฟรี)
 
ก่อนอื่นต้องขออภัยสำหรับผู้ add  RSS feed ทุกท่าน เนื่องจากสดเขียนรีวิวนี้เสร็จตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ทดสอบโค้ด Spoiler แล้วมีปัญหาบางส่วน เลยเสียเวลากด Publish ไปหลายครั้ง
 
แต่ตอนนี้หวังว่าน่าจะสมบูรณ์พอแล้ว........
 
งั้นไปชมกันได้เลยค่ะ ^^
 
 
 

 
 
 
Title : ลัดดาแลนด์
Director :โสภณ ศักดาพิศิษฏ์
Main Actor : สหรัถ สังคปรีชา, ปิยธิดา วรมุกสิก,
สุทัตตา อุดมศิลป์,อธิพิชญ์ ชุติวัฒน์ขจร
 Genre : Drama/Horror
 
 
 
 
 
 
Story
 
ธีระ (ก้อง - สหรัถ) คุณพ่อวัยกลางคนที่เพิ่งประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและรายได้ ได้ใช้ความสำเร็จที่ตนได้มาเพื่อสร้างความสุขให้กับครอบครัวอีกครั้ง ด้วยการดาวน์บ้านใหม่ในหมู่บ้านจัดสรรสุดหรู บรรยากาศดี "ลัดดาแลนด์" ที่เชียงใหม่ และพาครอบครัวที่อยู่กรุงเทพ ย้ายมาอยู่ด้วยกัน
 
เขาหวังแค่เพียงว่า ครอบครัวของเขาจะได้มีความสุขสมกับความพยายามที่ผ่านมาของเขา แต่นั่นกลับกลายเป็นความโชคร้ายอย่างถึงที่สุดที่เขาพาทุก ๆ คนมาอยู่ที่นี่ เมื่อพ้นคืนแรกที่ย้ายมาอยู่ ก็มีข่าวเด็กสาวคนใช้พม่าคนหนึ่งถูกฆ่าหมกตู้เย็น คำร่ำลือที่ว่าหมู่บ้านนี้สร้างบนสุสาน ทำให้มีเหตุการณ์ความเฮี้ยนโผล่ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ที่แม้แต่พระยังไม่สามารถหยุดได้
 
แต่สิ่งที่ครอบครัวของธีระต้องเผชิญ นอกจากผีแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญความจริงอันโหดร้ายที่ซ้ำเติมให้ชีวิตครอบครัวแสนสุขที่วาดฝันไว้ต้องพังทลายลง
 
 
 
 
 
 
 
 
ที่จริงเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างนี้ค่ะ.......
 
 
คำเตือนก่อนกดดู
 
ในสปอยนั้นประกอบด้วยเรื่องราวทั้งหมดเขียนเหมือนคุณไปดูเองกว่า 80 เปอเซ็น ถ้าคุณอ่านนอกสปอยแล้วแต่ก็ยังอยากไปดูอยู่ดี ไม่แนะนำให้กดอ่าน
 
 
[spoiler]
ชีวิตครอบครัวก่อนหน้านั้นของครอบครัว ที่ถูกเผยออกมาเรื่อย ๆ จากทางภาพ สัญลักษณ์ และการกระทำต่าง ๆ ของตัวละคร บอกได้ว่า ธีระแต่งงานกับป่านเพราะป่านท้องขึ้นมา ทำให้แม่ยายไม่ยอมรับ ธีระจึงต้องพยายามรับผิดชอบสร้างฐานะเพื่อครอบครัว และอดทนกับการไม่ยอมรับของแม่ยายมาตลอด 14 ปี
 
แม้ที่ผ่านมาครอบครัวจะมีความสุขดี แต่เขาไม่เคยประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานใด ๆ และความที่ต้องก่อร้างสร้างตัวจากความไร้ฐานะ ทำให้แม่ยายไม่มีวันยอมรับ และส่งผลให้ลูกสาวที่มีแม่ยายคอยเลี้ยงตลอดเวลาที่เขาทำงาน มีอคติกับเขาในเวลาต่อมา
 
แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามของธีร์ก็ไม่เสียเปล่า ในช่วงเริ่มต้นเรื่องนั้น ธีร์ดูอิ่มเอมมีความสุขมากที่จะได้ต้อนรับครอบครัวให้มาอยู่บ้านแสนสวยงามที่ตนเพิ่งซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของหัวหน้าครอบครัว  ชีวิตครอบครัวที่รักของเขาอันแสนสุขกำลังจะเริ่มขึ้น ที่ลัดดาแลนด์ เมืองเชียงใหม่แห่งนี้
 
 
 
 
แต่เมื่อได้ย้ายกันเข้ามา สัญญาณที่บ่งบอกถึงความขัดแย้งภายใต้ความสุขที่ควรจะได้ของครอบครัวนี้ก็ก่อขึ้น
 
แนนผู้เป็นลูกสาวแสดงออกชัดเจนว่าเกลียดที่พ่อบังคับให้เธอต้องย้ายมาบ้านใหม่ เธออยากอยู่กับยายและเพื่อนเก่าที่กรุงเทพมากกว่า
 
พวกเขาได้ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านที่แสนดี(?) ชื่อคุณสมเกียรติ เขามักใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัวเป็นประจำ ป่านเองก็สงสารจนให้ผู้เป็นภรรยาบ้านหลังนั้นยืมเงินไป 10,000 บาท ซึ่งแม้ธีร์จะถามว่าเอาไปทำอะไร แม้ป่านจะไม่ได้ตอบคำถามเขา แต่เขาก็ไม่ได้คิดมาก เพราะตอนนี้สำหรับเขา เงินยังหาง่ายอยู่
 
คืนแรกผ่านพ้นไปเกือบด้วยดี แต่บ่ายวันต่อมา กลับมีข่าวเรื่อง เด็กสาวชาวพม่าที่ธีร์เคยชวนให้มาเป็นแม่บ้านที่บ้านถูกฆ่าหมกตู้เย็นเกิดขึ้น
 
ป่านผู้เป็นภรรยา เริ่มใจคอไม่ดี แต่ธีร์ในฐานะหัวหน้าครอบครัว แม้จริง ๆ แล้วก็กลัว แต่ความที่ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พึ่งพาได้ เขาจึงไม่ใส่ใจและคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
 
"ทุกที่มันก็ต้องมีคนตายทั้งนั้นแหละ ไร้สาระน่า"
 
.....ถึงแม้ว่าป่านต้องไปเจอเหตุการณ์ที่มีคนชักเพราะโดนผีเข้า ผีหลอกมาถึงสองครั้งก็ตาม เขาก็ไม่ยอมเชื่ออยู่ดี
 
 

 
ทางด้านแนนผู้เป็นลูกสาว เป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่ต้องมีเพื่อนประเภทเกรียนหรือติ่งอยู่บ้าง ตกคืนหนึ่ง พวกเพื่อน ๆ ต่างอยากท้าพิสูจน์เรื่องบ้านมีคนตาย แต่คนที่ซวยโดนผีขังหลอนในบ้าน(แค่ชั่วคราว)กลับเป็นเธอคนเดียว แม้เธอจะบอกพ่อว่าเธอโดนผีหลอก แต่เธอกลับถูกพ่อหาว่าแต่งเรื่องโกหกเพื่อหนีไปเที่ยวดึกดื่น ทำให้สถานการณ์ในครอบครัวยิ่งแตกร้าวยิ่งขึ้น
 
แนนยิ่งกลับบ้านดึกบ่อยขึ้นด้วยข้ออ้างว่า "ทำรายงาน" ทำให้ธีร์โมโหว่าลูกกล้าโกหก แม้เธอไปทำรายงานจริง ๆ แต่ธีร์ก็ดันมาเจอตอนเธอกำลังเล่นตีหมอนกับเพื่อนผู้ชายอีก......
 
ธีร์ฉุนขาดเรื่องลูกโกหกเต็มทน ซ้ำด้วยคดีเก่าที่ลูกบอกว่าเจอผี เขาเลยคลั่งซิ่งรถพาลูกไปที่บ้านที่เด็กสาวพม่าตาย แล้วฉุดกระชากลากลูกเข้าไปในบ้านฝรั่ง แต่ลงท้ายด้วย การไม่เจอผี และทำให้แนนโดนเศษแก้วบาดมือ
 
ไม่แปลกหากสิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้แนนเกลียดพ่อขึ้นมาอย่างมากที่สุด วันรุ่งขึ้นแนนจึงย้ายไปอยู่หอ และจะกลับแค่เสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น เพราะไม่อยากอยู่กับพ่อ และผีที่หมู่บ้านนี้อีก
 
 
 
ในส่วนเรื่องการงานของธีร์นั้น ตัวหนังได้เล่าถึงว่า การที่ธีร์ได้ความสำเร็จ ร่ำรวย มีเงินเดือนพอผ่อนอะไรหลาย ๆ อย่างเกินฐานะมากมายนั้น เพราะธีร์ได้ทำงานบริษัทขายตรง "EMPIRE"เขาได้รับการโปรโมตให้เป็นพนักงานดีเด่นที่ทำตลาดและยอดขายได้มากจนได้เป็นผู้เข้าบุกเบิกตลาดที่เชียงใหม่ ความสำเร็จที่เขาได้รับมันช่างดูสวยหรูยิ่งนัก
 
แต่แล้วสัญญาณอันตราย ลางร้ายก็เกิดขึ้น เมื่อบริษัทเริ่มเลื่อนการจ่ายเงินเดือน รุ่นน้องที่เป็น upline ตอแหลว่าถ้ายอดถึงเป้าเดี๋ยวเขาก็จ่ายก้อนโตงาม ๆ เองแหละ.....แต่เพียงไม่นาน (วันที่แนนย้ายออกจากบ้านไปหอ) เช้าวันนั้นเมื่อธีร์ไปทำงานที่สาขา เขากลับพบว่า ตึกถูกทิ้งร้าง มีเพียงป้ายกระดาษแปะบอกว่าที่นี่ได้ปิดตัวลงแล้ว และรุ่นน้อง upline คนนั้นก็บินหนีกลับกรุงเทพ ลอยแพดาวน์ไลน์ทุกคน ให้ตกงานอย่างไม่คาดฝัน
 
รวมทั้งตัวธีร์เองด้วย จากพนักงานระดับสูง เงินเดือนหกหมื่น เขาต้องกลายเป็นคนตกงานอย่างหน้ามือเป็นหลังตีน
 
........ทั้ง ๆ ที่ยังมีค่าผ่อนบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ และค่าสาธารณูปโภค (BB, เคเบิ้ลทีวี, อินเตอร์เน็ต)ที่ต้องจ่ายต่อเดือนอีกมากมาย!
 
(เหยดดดดด เหมือนบริษัทอะไรหว่ะคะ )
 
 
 
จากครอบครัวที่ "งานพาเงิน เงินพาสุข" มาได้ โลกที่ธีร์ต้องการสร้างเพื่อครอบครัวพังทลายลงต่อหน้า ในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบและแบกรับทุกอย่างตามลำพัง โฆษณาหางานในหนังสือพิมพ์หางานไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ไม่ว่าจะด้วยอายุเขาที่เกินมากแล้ว ประกาศเก่า ทางเลือกเข้าตาจนสุดท้ายของเขาคือ การเป็นพนักงานมินิมาร์ท......
 
เรื่องทั้งหมดตั้งแต่ที่เขาตกงานจนเป็นพนักงานมินิมาร์ทนั้น เขาไม่บอกใครในบ้านจนกระทั่ง ภรรยาจับได้ และลูกสาว(ที่ไม่ได้พักที่บ้าน)มาซื้อของและจ่ายตังกับมือพ่อที่เป็นแคชเชียร์ที่นั่น.......
 
(ซีนนั้นสดไม่แน่ใจว่าเธอคิดยังไง แต่ที่แน่ ๆ หน้าเธอตัดสินลงไปได้ดีแล้วว่า "ไอ้คนไม่ได้เรื่องเนี่ยหรอพ่อกู"  จนไม่อยากจะรับเงินทอนจากมือเขา (อ๊ากกกก อุ่นตับไม่ไหวแล้วว ))
 
 
แต่เวรกรรมของธีร์ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อวันหนึ่งมีขโมยเข้ามาขโมยของในร้าน ธีร์เข้าไปซัดกับขโมย แต่กลับโดนพนักงานและผู้จัดการรั้งตัวห้ามไม่ให้ธีร์ทำร้ายขโมย ซ้ำยังถูกไล่ออกเพราะถูกหาว่า เป็นคนที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ (ตรงนี้มันตรรกะวิบัติหรอเนี่ย หรือว่ามีคนไทยบางจำพวกคิดแบบนี้จริง ๆ กันแน่น่ะ?)
 
 
 
ป่านเห็นท่าไม่ดีว่ารายได้จากสามีที่ตกงาน ไม่พอค่าใช้จ่ายที่ต้องหมดกับบ้านหลังนี้และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ยังต้องผ่อน มือถือและค่าบริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งของตนและลูก ๆ จึงตัดสินใจจะกลับไปทำงาน แต่กลับมีปากเสียงเพราะธีร์เข้าใจว่า ป่านจะหนีไปชู้กับเจ้านายเก่า ......ที่จริงไม่แปลกที่ธีร์จะคิดแบบนั้น เพราะก่อนหน้านั้น ธีร์กลับบ้านเร็ว แล้วเจอรถเจ้านายเก่ามาหาป่านถึงบ้าน........
 
การที่ภรรยาที่ควรได้อยู่บ้านสบาย ๆ เพราะสามีที่ดี ถึงขั้นคิดจะกลับไปทำงานอีกครั้ง และยิ่งกับเจ้านายเก่าที่หลงเสน่ห์ป่านหัวปักหัวปำ นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำธีร์ให้เห็นถึงความไม่มีค่า เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ทำหน้าที่ไม่ได้เรื่องสำหรับป่าน (ถึงแม้จริง ๆ แล้วป่านไม่ได้คิดแบบนั้นเลยซักนิด) (หลายครอบครัวหลายคู่หวิดล่มจมเพราะความคิดไปเองของผู้ชายก็เยอะมากเหมือนกัน)
 
 
 
 
 
ที่สุดแล้วธีร์ฉุนขาดกับครอบครัวข้างบ้านอยู่ 2 เรื่อง ทั้งเรื่องที่เมียคนข้างบ้านยืมเงินไป และเรื่องก่อนหน้านั้นที่กอล์ฟ ลูกชายข้างบ้านเล่นกับนัทลูกชายตัวเองแรงเกิน ทั้งขังไว้ในตู้เสื้อผ้า และชวนเข้าบ้านฝรั่งที่เด็กพม่าตายในตู้เย็นจนเขาประสาทเสียนึกว่าลูกโดนฆ่าในตู้เย็นด้วย(เป็นที่มาของ "คุณธีร์ถีบตู้เย็น") จึงบุกไปทวงเงินและต่อว่าเขา
 
ก่อนที่จะรู้เรื่องในเช้าวันต่อมาว่า.......
 
 
 
บ้านนั้นยิงตัวตายล้างครอบครัวมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว !
 
 
 
แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความหลอนของครอบครัวนี้เท่านั้น (ผีพม่าหมดบทแล้ว)
 
ป่านโกหกลูกชายว่าบ้านหลังนั้นไปเที่ยวกันหลายวัน แต่นัทกลับบอกว่าเขาเล่นซ่อนหากับกอล์ฟอยู่ ป่านโกรธจนลงไม้ลงมือกับลูกชายอย่างรุนแรง แต่พอได้สติ จึงโทรไปร้องไห้กับแม่ว่า ทนอยู่หมู่บ้านผีสิงแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งแม่ตกลงให้กลับมาอยู่กรุงเทพด้วยกัน แต่อนุญาตให้ธีร์มาเยี่ยมลูกได้แค่อาทิตย์ละสองครั้งเท่านั้น
 
เมื่อแนนลูกสาวกลับบ้านมาตอนสุดสัปดาห์ ป่านสั่งให้ลูกไปเก็บของเตรียมกลับ แต่ตอนที่แนนออกไปเก็บผ้านั้น ผ้าเช็ดหน้าเธอบังเอิญปลิวไปตกที่บ้านข้าง ๆ ซึ่ง แนนไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้นตายหมดแล้วจึงปีนเข้าไปเก็บที่บ้านหลังนั้น
 
โชคร้ายเธอได้เจอกับเมียของบ้านนั้นกับแม่......ในสภาพหน้าแหว่งไปครึ่งซีก!!!
 
 
 
 
เธอกรี้ดลั่นจนเสียสติต้องเข้าโรงพยาบาล
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"รักมันมากใช่มั้ยบ้านหลังนั้น ไปตายกับมันเลยไป !!"
 
 
 
ป่านพูดกับธีร์ที่หน้าห้องคนไข้ที่ซึ่งลูกสาวกรีดร้องเสียสติอย่างบ้าคลั่ง แต่ธีร์ได้แต่อึ้งไม่ยอมพูดอะไร เขาได้แต่อุ้มลูกชายเดินกลับบ้านไปน้ำตานองหน้า
 
(เหยดดดด เจ๊ยังอุตส่าห์ปล่อยเขาอุ้มลูกกลับบ้านผีสิงได้เนี่ยนะ )
 
ตกดึกคืนนั้น นัท พ่อลูกชายตัวแสบอยู่ดี ๆ ก็แอบหนีพ่อหายออกไปจากบ้านตอนดึกที่ฝนตก ร่องรอยบ่งบอกว่าเขาหนีพ่อเข้าไปที่บ้านข้าง ๆ (ซวยแล้วไง แล้วเอ็งห่วงเล่นซ่อนหามากจนหนีพ่อไปเล่นบ้านนั้นตอนดึกได้เนี่ยนะ)
 
ธีร์ช็อกมาก รีบลองโทรหาป่าน เผื่อป่านแค่จะแอบเอาลูกไปเฉย ๆ แต่กลับไม่ใช่แบบนั้น ธีร์จึงต้องเข้าไปในบ้านคนเดียวจนได้พบกับผีทุก ๆ คนที่บ้าน ทั้งคุณสมเกียรติ เมีย และแม่ของเขา.....
 
 
ทุกคนพร้อมใจออกมาหลอนธีร์ในสภาพโดนช็อตกันยิงจนเป็นรูโหว่เต็มหน้า
 
สมเกียรติวิ่งเข้ามาหลอนใส่ธีร์จนธีร์ยิงใส่ตู้เสื้อผ้าเขา.......
 
เลือดสด ๆ ไหลรินออกมาจากตู้นั้น พื้นนองเจิ่งเลือด ปรากฎตัวพ่อลูกชายตัวแสบโดนกระสุนพ่อจัง ๆ ล้มออกมา
 
 
 
 
ทั้งธีร์และป่านที่วิ่งเข้ามาเจอวินาทียิงเปรี้ยงต่างช็อคไปตามกัน ป่านรีบวิ่งเข้ามาดูอาการลูก แล้วพบว่า......
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ลูกยังไม่ตาย..........
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปัง !!!!!
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ธีร์ล้มลงไปนอนกับพื้น พร้อมกับปืนที่ตกจากมือเขา.......สมองเขาถูกปืนที่เขาเพิ่งลั่นไกไปอีกนัดระเบิดใส่......
 
 
เขาตายเสียแล้ว........เนื่องจากไม่สามารถทนมีชี่วิตบัดซบ (เมียทิ้ง ลูกสาวไม่รัก แถม(เข้าใจผิดว่า)ฆ่าลูกชายตัวเองตายกับมือ) ได้อีก............
 
 
======================================
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ป่านขับรถพาทุกคนออกจากเชียงใหม่กลับกรุงเทพ เธอเล่าให้แนนฟังว่า วันที่เธอท้องแนนก่อนแต่งนั้น ตอนแรกเธอคิดจะแท้งด้วยซ้ำ แต่คนที่มีความคิดที่จะเอาแนนไว้ และเริ่มสร้างครอบครัวด้วยกัน ให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นให้ได้นั้น........
 
ก็คือธีร์เอง..........
 
ภาพเก่า ๆ ที่เวียนเข้าความทรงจำป่านและแนนนั้น เป็นภาพของครอบครัวที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความสุขกันมากทีเดียว.........
 
 
 
 
 
 
จบแล้วจ้าาาาาาา
 
 
 
[/spoiler]
 
 
 
 
 
ว่าด้วยเรื่องผีที่หลอนนั้น ผีอาจทำให้น่ากลัวได้ก็จริง (มีหนังผีไม่กี่เรื่องที่ทำให้สดสามารถขวัญกระเจิงจนเอามือแฟนมากัดได้ แฟนสดยืนยันได้) แต่ถ้าใครกดสปอยอ่านดูแล้วจะพบได้ว่า สดเกือบไม่พูดถึงผีเลย
 
ทำไม? เพราะผีแต่ละตัวที่โผล่มามีไว้เป็นน้ำจิ้มเท่านั้น ความจริงถ้าสารที่ผู้สร้างต้องการสื่อคือ ชีวิตครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่สวยหรูในความเป็นจริงนั้น ผีไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในเรื่องเลยซักนิด
 
มันไม่เหมือนกับหนังผีเรื่องอื่น ๆ ในแง่ที่ว่า ปกติผีมักมีสาเหตุการเข้าไปหลอนคน (โดยมากมักจะมาจากความแค้นกับผู้ที่ทำให้ตัวเองเจ็บแค้นก่อนตาย(เช่น บอดี้, เที่ยวบินในสี่แพร่ง, ชัตเตอร์) ต้องการเพื่อนไปอยู่ด้วย(เช่น เรื่องแชทมือถือและล่องแก่งในสี่แพร่ง) หวงสถานที่(จูออน), ลงโทษ(เปรตในห้าแพร่ง), ที่ตลก ๆ แต่ก็ถือว่ามีสาเหตุในการหลอกก็เช่น บ้านผีปอบ บุปผาราตรี และสารพัดหนังผีตลกหยาบคายทั้งหลาย ก็ยังถือว่ามีเหตุในการขอมาหลอกหลอน
 
แต่เรื่องนี้ ดูจนท้ายเรื่อง มันก็ ไม่มีอะไรเลย........เหมือนใส่ผีไว้ชวนคนให้เข้ามาดูเยอะ ๆ เท่านั้น
 
 
 
[spoiler]
ลุ้นแทบตายว่าครอบครัวนี้เกี่ยวอะไรกับสาเหตุการตายเด็กสาวพม่าคนนั้น แต่สุดท้ายเด็กสาวพม่าคนนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ที่กลางเรื่อง (ไม่ถูกพูดถึงอีกเลย) เมื่อมีข่าวที่ครอบครัวข้างบ้านฆ่าตัวตายล้างครัว บทผีเลยถูกเปลี่ยนไปที่ข้างบ้านโดยสิ้นเชิง
 
แวบแรกก็ลุ้นอีกว่า สาเหตุการตายอาจมาจากผีพม่า แต่กลายเป็นว่า ตายเพราะเครียดที่โรงงานล้มละลาย กลายเป็นผีติดบ้านเท่านั้น
[/spoiler]
 
 
 
เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงในแง่หนังดราม่า ขอตอบว่า ดีมาก
แต่ถ้าให้พูดถึงในแง่หนังผี ขอบอกว่า ติดลบมากเช่นกัน
 
มันจะใส่ผีทำไมในเมื่อไม่ได้ต้องการสื่อว่า ผีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ในครอบครัว หรือมีวัตถุประสงค์ใด ๆ ในการหลอกหลอนตรง ๆ
 
 
 
 
 
 
ถ้าแกจะสร้างหนังครอบครัวดราม่าดี ๆ ขนาดนี้.......
 
 
 
แล้วเอ็งจะเอาผีเข้ามาไว้ในเรื่องทำไม?
 
มันเป็นส่วนประกอบเซอวิสที่เปล่าประโยชน์มาก ๆ !
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อดี
- เป็นหนังที่นำเสนอถึงชีวิตครอบครัวอันแสนสุขอุ่นตับ ได้ยอดเยี่ยม
- พฤติกรรม บรรยากาศ Event ย่อยต่าง ๆ และสัญลักษณ์(ภาพที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดก็อธิบายความรู้สึกตัวละครต่อสิ่งต่าง ๆ และเล่าเรื่องทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพูดคุย) ถูกใช้มากมาย ถูกที่ถูกเวลา
- ปัญหาที่เกิดขึ้นของตัวละครตั้งแต่ต้นจนถึง 75เปอเซ็นของเรื่อง ปูมาได้ดีตั้งแต่ความสุขสันต์อบอุ่นของครอบครัว และอุ่นตับจนถึงจุดใกล้พังทลาย
- การแสดงที่่บีบคั้นอารมณ์มากของก้อง-สหรัถ และความสมบทบาทของสมาชิกในครอบครัวที่เหลือทุก ๆ คน เรื่องการแสดงนั้นต้องชื่นชมจริง
 
 
ข้อเสีย
- รู้สึกได้ชัดถึงว่า ผู้สร้างนึกอะไรออกก็ยัด ๆ ๆ ๆ จนไม่สามารถรวบประเด็นต่าง ๆ ในเรื่องออกมาคลี่คลายปัญหาทั้งหมดในท้ายเรื่อง
- ทั้งผีหลอก คนตาย คนที่โดนเล่นงาน เลยกลายเป็นสิ่งเซอวิสอันไร้สาระในหนัง การแทรกของเหล่านี้ท่ามกลางปัญหาส่วนตัวในครอบครัว มันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกว่า "ครอบครัวนี้ชีวิตพังเพราะความเฮี้ยน"
- พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ หนังเหมือนกับเขียนไปถ่ายไปจนต้องตัดประเด็นที่ควรไขบางส่วนทิ้งจนที่นำเสนอปัญหาไว้ดี ๆ ทั้งหมดในตอนแรก เสียจนกลายเป็นหนังห่วย
- ไม่มีการไขปริศนาที่ควรจะไข คือ ใครฆ่าเด็กคนนั้น เพราะในเมื่อเด็กคนนั้นเป็นต้นเหตุทำให้หมู่บ้านร้าง เธอควรจะมีอะไรที่สำคัญมากกว่าโผล่มาเฮี้ยน หลอนครอบครัวธีร์ หรือทำให้คนชักเท่านั้น แต่นี่อะไรกัน โดนทิ้งไปตั้งแต่อยู่ดี ๆ ก็มีอีกกลุ่มที่เฮี้ยนแซงหน้า(พูดง่าย ๆ แค่โผล่หน้ามาหลอกคนเล่นแล้วจากไป)
- เป็นหนังที่เดาไม่ได้จริง ๆ แต่ไม่ใช่เดาไม่ได้เพราะเรื่องลึกลับมาก แต่เพราะเหตุต่าง ๆ ที่หนังให้มา ใช้เดาไม่ได้เลยต่างหาก
 
 
จริง ๆ สดชอบหนังประเภท "คนดูเหมือนดีแต่ซวยโดนผีเปิดโปงความชั่วตัวเอง" มากที่สุดเลยนะ แต่ส่วนหนังประเภท "ผู้บริสุทธิ์ดวงซวย" ก็พอทนอยู่ ตราบที่บทขับเน้นประเด็นความอาฆาตของผีได้ดี
 
แต่ลัดดาแลนด์แม้อยู่ในประเภทที่ 2 แต่กลับหาสิ่งนั้นไม่เจอจากหนัง เนื่องจาก
 
 
 
 
 
ดราม่าครอบครัวอุ่นตับ กลบหมด
 
 
 
 
 
 
ให้ง่ายกว่านั้นคือ
 
หนังเรื่องนี้ถ้าไม่มีผีจะเป็นหนังที่สดประทับใจฮว้ากกกกกกกกก
 
That's nonsense.
 
 
 
 
 
 
ของแถมทิ้งท้าย
 
1. สปอยบทสนทนาอันน่าปวดตับสุด ๆ จากหนัง
 
[spoiler]
ตอนที่ธีร์เป็นพนักงานมินิมาร์ท แล้วมีขโมยมาขโมยของในร้าน ธีร์เข้าไปชกต่อยกับขโมยคนนั้น แต่กลับโดนผู้จัดการลากตัวไม่ให้ธีร์ทำร้ายขโมย จนขโมยหนีไปได้
 
หลังจากขโมยหนีไปแล้ว.......ผู้จัดการได้ต่อว่าธีร์ด้วยความโกรธเกรี้ยว
 
ผจก : มึงเป็นเหี้ยอะไร ทำไมไปทำร้ายลูกค้าแบบนั้น
ธีร์ : นั่นเรียกลูกค้าเหรอครับ ! มันกำลังขโมยของนะครับ !
ผจก : มันจะขโมยก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจไปสิ !! ใช้ความรุนแรงแบบนี้ ผมไล่คุณออก !! ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีกเลยนะ (เหยดดดด มิงเอาไรคิดหว่ะคะ)
ธีร์ : กูไม่ออก !! ถ้ามึงไล่กู แล้วกูจะเอาอะไรแดก !!!!
[/spoiler]
 
ในทางตรงกันข้าม บทสนทนานี้ คุณธีร์อาจโดนใจใครหลาย ๆ คน  แต่สำหรับสดนั้น  สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ยังมีคนงอมืองอตีน โบ้ยทุกอย่างไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่คิดจะพยายามปกป้องผลประโยชน์ด้วยตัวเองก่อน (เอะอะก็รัฐต้องจัดการ รัฐต้องช่วย รัฐไม่ใช่พระเจ้านะ = =" )
 
2. รวมตำนานเรื่องเล่าลัดดาแลนด์ของจริง ที่จังหวัดเชียงใหม่......
สรุปคือ มีเรื่องเฮี้ยนลือกันมากมายก็จริง แต่ที่จริงไม่ได้มีผีอะไรกันขนาดนั้น.....
 
3. เนื่องจากปัจจุบัน บน facebook มีบุคคลและไอเทมมากมายจากลัดดาแลนด์ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนกลายเป็นแฟชั่นเพจสิ่งของในเรื่อง ที่ฮิตพอ ๆ กับเพจคาแรคเตอร์จากอนิเมะไปแล้ว ถ้าอยากเห็น คุณสามารถ Search ใน facebook ด้วยคำว่า "ลัดดาแลนด์" แล้วเลือกหมวด "หน้าต่าง ๆ " จะพบไอเทมต่าง ๆ ในเรื่องนี้ (เช่น แก้วน้ำ ดอกลั่นทม พื้น(เอากับมันสิ) ตู้เสื้อผ้า แบ๊ง 20 บาท ฯลฯ ) มีเพจของตัวเองมากมาย.....
 
ความเห็นส่วนตัวสดเกี่ยวกับเรื่องนี้ :
[spoiler]
พวกมิงจะตื่นเต้นอะไรกันมากมายฟ้อย =[]=" (ถึงสดจะชอบชื่อ "คุณธีร์ ถีบตู้เย็น" มากสุดก็เหอะ)
[/spoiler]
 
4. ไหน ๆ ก็ติไว้เยอะแล้ว ต่อไปนี้นี่คือข้อเสนอแนะต่อหนังเรื่องนี้ของสด ที่อาจทำให้หนังน่าสนใจกว่าที่มันเป็นอยู่ตอนนี้
 
[spoiler]
โครงเรื่องใหม่ที่น่าสนใจสำหรับหนังเรื่องนี้
 
1. ตอนท้ายเฉลยว่า ธีร์เป็นฆาตกรโรคจิต คนทั้งหมู่บ้านนี้ หรือครอบครัวของธีร์ ตายหมดแล้วเนื่องจากถูกธีร์ฆ่าตาย เรื่องทั้งหมดที่จัดบ้านอันแสนสุขต้อนรับทุก ๆ คนในตอนต้นเรื่อง และผีทั้งหมดที่เขาเจอปรากฎตัวเพื่อบีบคั้นให้เขาเผชิญความจริง ทั้งหมดเป็นเพียงความฝันของคนบ้าที่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรร้าง (ถ้ามันเป็นจริงได้สดจะ Thumps up มากๆ )
 
หรือ
 
2. อาจใช้แนวทางจากเรื่อง What lies beneath ก็ได้ เพื่อขับเน้นความสำคัญของผีต่อเรื่องที่มากกว่าเซอวิสคนเฉย ๆ  เพราะต้นเรื่องปูทุกอย่างมาดีอยู่แล้ว อย่างเช่น จริง ๆ แล้วผีเด็กพม่าพยายามบอกป่านว่า จริง ๆ คุณธีร์หรือคุณสมเกียรติ (คนใดคนหนึ่ง หรือทั้งคู่) แกเคยทำอะไรเธอไว้ เธอถึงได้จงใจหลอกหลอนบ้านเขา จนนำมาสู่ความตายยกบ้านของบ้านสมเกียรติ และสถานการณ์เลวร้ายของครอบครัวของธีร์ เป็นต้น
[/spoiler]
 
ขอบอกว่า อาจไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุดก็ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นการใช้ประโยชน์จากผีทุกตัวให้เข้ากับความดราม่าของหนังได้ดีกว่านี้แน่ ๆ ค่ะ
 
ขอบพระคุณทุกท่านที่อ่านจนจบนะคะ TwT

[Pre]Akemi Homura@Jtrend

posted on 09 May 2011 23:22 by mynameissod
สวัสดีค่ะ สดค่ะ
 
Entry ที่แล้ว ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจและเรื่องเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ของทุกท่านนะคะ
 
เห็นทุกท่านตั้งใจมาบอกเล่ากันขนาดนี้ สดรู้สึกขอบคุณมาก ๆ จนคิดว่าต้องตอบรายบุคคลเลยทีเดียว
 
แต่โซนตอบเม้น ดันเสีย ไม่รู้เราทำผิดตรงไหน เซ็งมาก ๆ
(ไม่ต้องห่วง เรายังเก็บที่ตอบท่านไว้อยู่)
 
 
 
 
=============================== 
 
 
 
 
 
 
 
 
เข้าเรื่องเลยดีกว่าแฮะ ><
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ขอบคุณ Ayumikii Nanzii สำหรับรูปมากค่ะ >w< )
 
 
 
 
 
 
โทษน้าขอไปทำงานก่อนเดี๋ยวค่อยมาอัพเต็ม ๆ นะคะ /เผ่น
 
 
ป.ล. หนูเปล่าสปอยนะ =_____,=" ไม่ได้สปอยไรเลยซักนิสสสสสสสสส
 
 
ป.ล. 2 Entry หน้า (พรุ่งนี้) จะเขียนเรื่อง.....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
รีวิวหนังเรื่อง "ลัดดาแลนด์" !!!!
 
 
 

 
 
คำโปรย
 
"ดราม่าครอบครัวอุ่นตับยอดเยี่ยมแห่งปี
แต่เมื่อรวมกับผีจนถึงฉากจบแล้วแล้ว = ห่วย !!!!"
 
 
จะสปอยอย่างถึงขี้ถึงขิง เพราะมันดีกว่า Hereafter แค่เล็กน้อยเท่านั้นค่ะ !
 
เสียดายค่าตั่วฟรีของแฟน TwT
 
 
 
สวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้งตามสัญญานะคะ
 
แต่ถ้าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ให้ลองอ่านตอนที่แล้วที่นี่ >>> คลิกค่ะ ก่อนได้นะคะ
 
 
=================================================
 
 
 
หลังจากผ่านพ้น การ Present ครั้งแรกไปได้ด้วยดีแล้ว สดโยนช็อกโกแลต Van Hauten ที่ได้มาทั้งสองแท่งให้หมา ไม่กินช็อกโกแลต แต่เอาไปให้เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ในคลาสกินกันเองแทน (กลัวอ้วน) ทำให้กลายเป็นคนที่ได้หน้าคือ ไอ้ ส. เหมือนเดิม
 
ส่วนไอ้ ป. หลังจากที่รู้ว่า สดต้องทำรายงานคนเดียวเพื่อไม่ให้งานที่อ่านไม่รู้เรื่องของไอ้ ป. มาถ่วงเวลา ไอ้ ป. มาแก้ตัวกับสด และอาจารย์ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเขาไปดูงานที่ลาวมา (ตอนแรกก็เชื่ออยู่นะ แต่วีรกรรมไอ้หมอนี่หลัง ๆ มันทำให้สดอยากตะโกนว่า "ไอ้ตอแหล" จริงๆ) เลยไม่ได้รับโทรศัพท์ และเขาเข้าใจว่า ความจริงเขาควรจะได้อยู่กลุ่มเดียวกับพี่ บ. (คนที่เก่งที่สุดในคลาส)
 
แต่เมื่อเขาพบว่า ต้องอยู่กับเด็กไก่อ่อนอย่างสดแล้ว เขาก็เริ่มชักสีหน้ารับไม่ได้ว่าทำไมต้องอยู่กับสด
 
เมื่อไอ้ ป. อ่านรายงานที่สดทำ ไอ้ ป. ยังมีหน้ามาวิพากษ์ว่าว่ารายงานที่สดทำมันใช้ไม่ได้และโอกาสที่จะทำได้จริงค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสดไม่ใช่คนที่ทำงานอยู่ในสภาฯ อีกต่อไปแล้ว พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ ไอ้ ป. บอกว่าการที่มันมีข้อมูลอยู่แล้ว ยังไงก็ควรจะต้องใช้ของมัน เพราะดูมีหลักการมากกว่า
 
ซ้ำร้าย ไอ้ ส. จากที่เมื่อตอนที่แล้ว ชมสดอยู่ดี ๆ ตอนนี้เห็นด้วยกับไอ้ ป. เต็มที่(คงแค้นที่สดเอาช็อกโกแลตมันให้หมากินให้คนอื่นกิน)
 
ทั้ง ๆ ที่เมื่อสดขอคำอธิบายเรื่องระบบใหม่ที่มันคิด มันกลับพยายามบอกว่า "ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง"
 
ไอ้ ป. ได้เข้าไปคุยกับอาจารย์อย่างจริงจังว่า ขอล้มเลิกรายงานทั้งหมดที่สดส่งไปและนำเสนอบริษัทของมันเอง ซึ่งอาจารย์ได้ให้คำปรึกษากับไอ้ ป. ว่า ถึงแม้จะเป็นแค่ระบบแจ้งซ่อมแต่การที่มีคนเกี่ยวข้องมาใช้ระบบหลายฝ่ายมาก ก็จำเป็นจะต้องสำรวจข้อมูลให้ครบทุกกลุ่ม ดังนั้น ความคืบหน้างานที่ 2 ที่ควรจะทำให้ได้คือ ต้องรู้ปัญหาของผู้ใช้ในระบบ และคิดระบบใหม่ที่สามารถแก้ปัญหาได้
 
 
 

 
ครั้งที่ 2
 
ความจริงงาน Phase นี้ ไม่น่ายากอะไร เพราะไอ้ ป. บอกว่า ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในหัวมันหมดแล้ว ตอนนั้นทั้งสดและไอ้ ส. จึงวางใจได้และปล่อยไอ้ ป. จัดการทุกอย่างเอง และถือว่า ให้โอกาสไอ้ ป. แก้ตัวที่ไม่ได้ช่วยพวกเราในคราวที่แล้ว

แต่สดคิดผิดที่ไว้ใจไอ้ ป.........
 
เพราะเมื่อถึงวันรายงานจริง ๆ สิ่งที่ไอ้ ป. ทำมากลับมีแค่ Phase แรก(ที่อาจารย์เอาของสดไปตรวจเรียบร้อยแล้ว)เท่านั้น ส่วนข้อมูลสัมภาษณ์ มันกลับตัดออก! (ไอ้ที่ตัดออกมันเป็นส่วนสำคัญที่ต้องนำเสนอ แต่ไอ้ทากกล้วยแขกเกรียนนี่มันเรียกว่า "สรุปความ" !!! ) และในส่วนความต้องการระบบใหม่ที่มันบอกว่าจะคิดให้ มันก็ไม่ได้ทำมา !!!
 
มันแก้ตัวกับอาจารย์ว่า มันไม่ได้อ่านใบที่บอกรายละเอียดงานที่อาจารย์แจกให้ทุกคน มันเลยไม่รู้ (กรูไม่รู้ เลยไม่ผิด)
 
 
 
 
 
 
 
ไอ้ตอแหล กรูเห็นไอ้ใบที่ว่านี้เหน็บอยู่บนสุด ที่แฟ้มรวมชีทเรียนของเอ็งอยู่ว้อย !!!
 
 
 

ด้วยความเฟลได้โล่ของไอ้ ป. สดจึงต้องเรียกประชุมไอ้ ป. กับไอ้ ส. ให้รู้ดำรู้แดงกันหลังเลิกเรียน ทั้งสองคนรับคำว่าจะคุยกันด้วยดี
 
แต่สี่โมงเย็นเลิกเรียนปุ๊บ  
 
 
ไอ้ ป.รีบหนีกลับบ้าน บอกว่ากลับดึกไม่ได้ เดี๋ยวแม่ว่า
 
 
แล้วจะติดต่อมาหาเมื่อว่าง ๆ เพราะงานเขายุ่งมากๆ
 

 
ดูมันทำ คราวที่แล้วโดนคนหนึ่งเอาน้ำใจเฟค ๆ มาข่ม  
คราวนี้โดนไอ้หมอนี่เอาบุพการีอ้าง
 
 
(คือไม่ได้อยากว่าหรือจะขัดขวางความกตัญญูนะ แต่แม่แกจะว่ายังไงถ้ารู้ว่าลูกชายยอดกตัญญูทำความเสียหายให้คนอื่นมากขนาดนี้)
 
สรุปคืองาน ครั้งที่ 2 ไม่ได้คะแนนด้วยความ !@#$%$ ของไอ้ ป. ทั้งหมด
 
 
 
 
เอ็งทำไม่ได้เอ็งก็บอกมาแต่ต้น เอ็งทำไม่ได้เอ็งก็อย่ามาอวดอ้างว่า งานเอ็งมันเลิศกว่าคนที่ยังมีความพยายามนักเลย
 
อย่าเอานิสัยเลียเจ้านายส่ง ๆ ("ครับ ๆ ๆ ๆ ๆ ได้ ๆ ๆ ๆ ๆ")มาใช้กับตรู
 
 
 
 
 
 
 
 
ครั้งที่ 3
 
ไอ้ ส. โผล่มาที่มหาลัยวันที่เขาไม่มีเรียน (แต่สดมีเรียน) นัดออกมาให้สดมาอ่านงานเก่าเพื่อเอาไปดัดแปลง apply ให้เข้ากับงานไอ้ ป. เนื่องจากพวกเราไม่สามารถขอเปลี่ยนองค์กรที่ทำกับอาจารย์ได้อีกแล้ว มันเป็นเรื่องตลกมากที่เจ้าของงานที่เป็นคนรู้ดีทุกอย่าง แต่กลับทำท่าเหมือนโยนทุกอย่างให้คนที่ไม่รู้อะไรเท่ามันเป็นคนทำเองทั้งหมด
 
"เราพึ่ง ไอ้ ป. ไม่ได้แล้ว อย่าเอาอะไรมากกับมันเล้ยสด" ไอ้ ส. พูดแบบนี้ (มึงพูดเหมือนมึงทำอะไรมากเหลือเกินเนอะ)
 
ไอ้ ส. ยืมตัวอย่างวิทยานิพนธ์เล่มนั้นมาให้สดช่วยเอาไปทำ เขาบอกว่า ให้สดยืมไปได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าเกิดกำหนดคืน เขาจะเป็นคนยืมต่อและจ่ายเงินให้เอง สดก็โอเค
 
สดได้แบ่งงานออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกที่เป็น Flow Chart ของข้อมูล เนื่องจากสดยังไม่เข้าใจ สดจึงเสนอว่าอยากทำทาง Design Input และ Output สำหรบผู้ใช้ให้แทน แต่งานส่วนนี้ จำเป็นต้องรอ Flow ที่สดมอบหมายไอ้ ส. ทำมาให้ให้เรียบร้อยก่อน
 
ไอ้ ส. รับปากเป็นอย่างดี อวดโม้สรรพคุณ(อีกครั้ง)ว่า พี่เคยทำมาแล้ว โอ้ยเรื่องนี้สบายๆ สดบอกว่า ขอภายในอาทิตย์หน้าได้มั้ย เพราะต้องเผื่อเวลาตรวจแก้และคิด Design ดู เขาบอกไม่มีปัญหา

 
3 อาทิตย์ต่อมา.......อีก 1 อาทิตย์ ถึงกำหนดส่ง
 
"นี่พี่ ส. คะ หนูให้โอกาสพี่นานแล้วนะ ทำถึงไหนแล้วน่ะคะ"
 
สดกรอกคำพูดใส่หูโทรศัพท์
 
"ยังเลยจ่ะพี่ออกต่างจังหวัดบ่อยอ่ะช่วงนี้ ยุ่งมาก ๆ เลย"
 
"แต่นี่มันจะส่งแล้วนะคะ หนูก็มีวิชาอื่นต้องอ่านนะ เข้าใจรึเปล่าว่าถ้าพี่ไม่ส่งมากระบวนการทำงานส่วนของหนูก็ไม่สมบูรณ์ด้วย"
 
"เข้าใจจ้า เดี๋ยวพี่ส่งไปให้นะ จริง ๆ พี่ทำไว้แล้วล่ะแต่มันยังไม่สมบูรณ์ดีเลย"
 
แต่สายไปแล้ว ดูเหมือนว่าสดไว้ใจไอ้ ส. ไม่ได้อีกแล้วเหมือนกัน
 
เลยตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาไอ้ ป. ด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
 
ไอ้ ป.บอกว่า มันทำ Flow ถึงเลเวล 3 แล้ว (แม่เจ้า ขยันโคตร ทั้งที่อาจารย์ไม่ได้สั่ง !)
 
สดบอกว่า เอาแค่ Lv 1 แล้วส่งมาให้สดก็พอแล้ว คืนนี้ได้มั้ย
ไอ้ ป.ก็ตอบว่า ได้ ซ้ำยังบอกอีกว่า
โอ้ยอย่าหวังอะไรกับไอ้ ส. มากเลย
 

 
พวกมึงเมื่อไหร่จะเลิกสาดโคลนกันทั้งคู่เลย แล้วทำงานให้จริง ๆ ซักทีคราวนี้ ฮึ?
 
 
 

 
อีก 1 วัน จะ Present......
 
ไอ้ ส.ส่งงานที่ควรจะส่งมาให้เมื่อ 3 วันก่อนมาให้ แต่งานที่มันส่งมาให้ กลับเป็นงานที่ลอกจากวิทยานิพนธ์เล่มนั้นเกือบทั้งดุ้น !!!!!!
 
มาทั้งดุ้นแบบนี้ น่าจับเอาดุ้นบิลลี่ยัดตูดให้ทะลุตั้งแต่รูตูดออกปากเลย!
 
 

 
 

 
ส่วนไอ้ ป. แย่กว่านั้น
 
กำหนดส่งงานวันที่ 23 แต่ไอ้ ป. ส่งงานมาให้วันที่ 24 ตอนบ่าย !!!
 
แล้วไอ้ที่มึงส่งมาให้คืองาน Phase แรก + Flow Chart ของไอ้ ส. แบบแก้ไขให้รูปมันดูดีขึ้นเท่านั้น !!!!!
 

 
 
 
ถึงตอนนี้ทุกคนในคลาสได้แต่ค่อย ๆ โผล่หน้ามาพูดคุย และแสดงความเสียใจกับสดที่ได้คนอย่างไอ้สองตัวนี้มาร่วมงาน พวกเขาต่างขอโทษที่ "ผลักไส" ให้สดไปร่วมงานกับเขา เพราะคิดว่าการที่พวกเขามีงานเก่าพร้อมแล้ว น่าจะช่วยให้อะไรหลาย ๆ อย่างเบาแรงขึ้น
 
แต่สดเฟลแดกขั้นรุนแรงจนส่งรายงานไปให้อาจารย์แค่ 2 หน้าแล้ว.........
 
 
ยังดีที่พี่คนหนึ่งในคลาสบอกให้สดลองส่งทั้งหมดที่พวกเขาทำกับสดเยี่ยงนั้นมาให้เขาช่วยลองแก้ให้ พร้อมกันนี้เขาได้อธิบายกระบวนการที่เขา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1 อาทิตย์ต่อมา วัน Present
 
อาจารย์ถามทาง Video Conferrence ว่า "นี่คุณรู้ตัวรึเปล่าว่าส่งอะไรมาให้"
 
สดบอกเขาว่า "ทราบดีค่ะ แต่ตามที่เรียนไว้ในรายงานค่ะว่าเนื้องานที่ได้มาไม่สามารถนำสู่กระบวนการออกแบบได้มากกว่านั้น เนื่องจากไม่สามารถติดตาม คุย และปรึกษางานใด ๆ ได้ เพราะฉะนั้น ดิชั้นจะอธิบายทุกอย่างเท่าที่มีคนคอยปรึกษาให้ในช่วงหลัง Deadline ค่ะ"
 
"คืออาจารย์ก็อาจจะช่วยได้บ้างถ้ามีอะไรมารายงานบ้างนะ แล้ว....สองคนนั้นล่ะ"
 
สดเหลือบไปมองรอบ ๆ ห้อง.......
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่โผล่ตูดมาให้เห็นทั้งคู่
 
 
=================================================
 
 
 
ตอนนี้สถานการณ์ไม่สู้ดีว่าสดจะได้เกรดอะไร แต่ที่สบายใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ
 
 
จากคนที่ทุกคนเห็นว่ามีน้ำใจ ดูฉลาด.......เป็นมิตรและมีบารมีกับทุกคน
 
ซ้ำร้าย ตลอดเวลาที่สดด่าพวกเขา สดจะได้ยินแต่เสียงปรามสดเวลาสดแอบด่าอยู่ใน FB ว่า
 
"ยังไงเขาก็เป็นผู้ใหญ่นะ ไม่ควรจะว่าเขา"
 
 
 
และคนที่ปรามเหล่านั้น ได้ทำท่าที่ผลักไสและรังเกียจความตรง ๆ ของสด ด้วยความเชื่อมั่นว่า ไอ้ ส. กับ ไอ้ ป. เป็นคู่เกย์ที่สำคัญกับพวกเขาอยู่
 
 
จริง ๆ สดไม่ใช่คนแรง ๆ นะ มีมารยาทพอ ว่ากันจริง ๆ เลย
 
 
แต่ถ้าคุณมึงไม่เกรงใจ ไม่รู้หน้าที่ที่ต้องทำ เรื่องอะไรดิชั้นต้องเกรงใจคุณมึง
 
 
 

 
มาวันนี้เป็นยังไงล่ะคะ?
 
นั่นเป็นเรื่องที่พวกมันสมควรได้รับทั้งหมด ทั้งความเกลียดชังจากคนอื่นในคลาส เกรด F จากอาจารย์
 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันได้ดิบได้ดีจากทุกคนตลอดสองเทอมที่ผ่านมา จะต้องหายไปให้หมดสิ้น !
 
 
 
กรรมมีจริง และพวกมันเหล่านั้นได้เวลารับคืนแล้ว........
 
 
 
ขอบคุณมากค่ะที่อ่านด้วยกันจนจบ
 
 
 

 
ป.ล. วิทยานิพนธ์ที่ไอ้ ส. ยืมมาให้ นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว สดต้องเป็นคนจ่ายค่ายืมเกินเวลา รวมแล้ว 100 บาท ไอ้โล้นหมึกเอ้ย.......
 
 
==========================================
 
 
 
 
 
 
 
ส่งท้าย สำหรับคนที่ไม่ต้องการอ่านอะไรเยอะ ๆ >_<
 
 
 
 
Kokoro เมื่อวาน ได้ดี ๆ มาไม่กี่รูปก้า อาทิตย์นี้ค่อยไปไพรเวทที่เขาดินกับแฟนอีกทีค่ะ >w<
 
 
 
ขอบคุณที่อ่านที่สดระบายจนจบนะคะ >w<
 
=
=
=
http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L10502974/L10502974.html
 
สวัสดีค่ะ กลับมาแล้วค่ะ
 
ก่อนอื่นขออภัยทุก ๆ คนที่หายสาบสูญไปนาน .......มาก นะคะ
 
ใครอัพอะไรไว้ที่บางทีไม่ได้เข้าไปเม้นเลย ต้องขอโทษด้วยค่ะ จะตามย้อนไปหานะคะ @w@
 
===============================================
 
 
 
 
 
พอดีว่าตั้งแต่วันที่หายไปจากบล็อกนั้น มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นเยอะจนไม่มีกำลังใจเลยค่ะ
 
แต่ประเด็นหลัก ๆ คือตามที่จั่วหัวเอาไว้เลยค่ะ
 
 
"วิบากกรรมปริญญาโท" และ "สันดานผู้ใหญ่บางคน"
 
 
คำเตือน ! เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น มาม่ากรุ่น ๆ กำลังจะต้มให้ทุกท่าน ได้ทานกันให้อร่อย....
 
 
 
 
 
 
เรื่องมีอยู่ว่า เดือนมกราคม สดได้ลงเรียนวิชา System Analysis and Design (ต่อไปนี้จะเรียก SAD)
 
วิชานี้กำหนดให้ทำงานส่ง โดยให้เลือกบริษัทที่มีอยู่จริงมา 1 ที่เพื่อ ศึกษางานและปัญหาในการทำงานด้านหนึ่งของบริษัทนั้น และวิเคราะห์ออกแบบระบบที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานได้ (โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม)
 
การทำงานส่งจะแบ่งออกเป็น 3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 นำเสนอองค์กรที่เป็น Case และแนวทางรวบรวมข้อมูลมาพัฒนาระบบ
ครั้งที่ 2 นำข้อมูลที่เก็บได้มานำเสนอ และให้กล่าวถึง(สรรพคุณ)ของระบบใหม่ที่คิดขึ้น
ครั้งที่ 3 เขียน Diagram การทำงานทั้งหมดของระบบที่ออกแบบและสร้าง input output
 
 
 
 
(คำเตือน ข้อความที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นการจิกกัดด่าแหลกใส่ผู้อาวุโสทำตัวเหี้ย ใครที่ถือวัฒนธรรม "การถืออาวุโส" และ "ความมีน้ำใจคิดถึงผู้อื่น" อันดีงามของไทย ถ้ารับไม่ได้ กรุณาอย่าอ่านต่อ)
 
 
 
 
 
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสดต้องโดนจับเข้ากลุ่มกับเหลือบ 2 ตัวคือ ไอ้ ส. กับ ไอ้ ป. (สองคนนี้เป็นคนทำงาน อายุราว ๆ 30-40 ปี) เนื่องจากกลุ่มที่แบ่งกันไม่ลงตัว ประกอบกับมีคนอื่นในคลาสคอมเม้นว่า สดสามารถใช้งานเก่าของไอ้ ป. ที่เคยทำไว้มาทำงานในครั้งนี้ได้ สดเลยไม่ตะขิดตะขวงใจอะไรที่จะร่วมงานกับพวกเขา
 
 
 
 
ครั้งที่ 1
 
ไอ้ ส. นั้นบอกกับสดว่า  พี่เคยทำ พี่รู้ดีนะ ให้ช่วยอะไรก็บอก ตอนแรกเองก็ถามหากับสดว่า อาจารย์ให้ทำอะไรบ้าง ดูเหมือนจะให้ความร่วมมือดี.......แค่ดูเหมือนนะ.... คอยติดต่อกับสดและพยายามติดต่อ ไอ้ ป. ให้ส่งงานมาให้
 
การตามงานกับไอ้ ป. นั้น ไอ้ ส. ทำได้ดีและน่าไว้ใจ แต่สดอ่านงานของไอ้ ป. ไม่เข้าใจ พอคิดว่าจะลองถามไอ้ ป. ตรง ๆ หรือปรึกษา พูดคุยกันดู
 
.......ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบอีเมล์.......
 
และงานประเภทนี้ ถ้าไม่เข้าใจในเนื้องาน เวลาอาจารย์ซักถาม โอกาสตกม้าตายสูงมาก ส่วนไอ้ ส.นั้น สดลองตะล่อมถามดูว่ามีอะไรที่พี่คิดว่าจะทำให้สดได้บ้าง ในเมื่อไอ้ ส.เองก็ทำงานอยู่ตั้งในธนาคารกรุงไทย ไอ้ ส. ก็น่าจะรู้ว่ามีปัญหาอะไรที่เราน่าจะคิดเข้าไปจัดการได้บ้าง เขาก็บอกว่า เขาอ่านงานไอ้ ป. ไม่เข้าใจ เลยทำให้ไม่ได้เช่นกัน ส่วนธนาคารกรุงไทยเอง เขาก็เลี่ยงที่จะอยากให้สดเข้าไปเกี่ยวข้อง
 
สองวันสุดท้ายก่อนเส้นตายสดเลยตัดสินใจปั่นองค์กรของสด (สภาอุตสาหกรรม) จากประสบการณ์การฝึกงานเพียงไม่กี่เดือน
 
งานเสร็จในเช้าวันรายงาน แต่เครื่องปรินเตอร์กลับเสีย โทรศัพท์ขอร้องให้ไอ้ ส. ช่วยปริ้นรายงานและไปรายงานให้แทน (เลิกหวังกับไอ้ ป. นานแล้ว) ไอ้ ส. อ้างว่าเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด แต่จะรีบไปมหาลัย
 
 
..........แต่สดก็ไปถึงก่อน..........
 
 
และปริ้นรายงานและทำสไลด์ที่คอมที่มหาลัย เข้าพรีเซ้นได้เกือบไม่ทันเวลา..........
 
อันที่จริงก็แค่ว่า ในเมื่อไอ้ ส. ไม่ได้ช่วยอะไร (แม่งเอ้ย กรูอุตส่าห์หางานให้มึงทำแล้วนะ) ก็อยากให้ช่วย Support ให้ปัญหาลุล่วงไปบ้าง
 
..........แต่มันก็เปล่า............
 
นอกจากมันจะมาสายแล้ว ที่น่าทึ้งหัวไอ้ ส. ให้แม่งล้านกว่านี้เป็นอย่างยิ่งคือ
 

 
มันซื้อช็อกโกแลต Van Hauten มาให้สด 2 แท่ง
 
พูดด้วยความเมตตา "พี่ซื้อมาฝากนะสด วันนี้สดทำได้ดีมาก ๆ เลย"
 
 
.....................
 
................
 
.........
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
ช็อกโกแลตมันช่วยงานกลุ่มกรูได้ตรงไหนวะสัดดดดดดดดดดดดดดด !!!!!!
 
อย่ามาทำตอแหลมีน้ำใจให้นักนะ !!!!
 
คิดว่าให้ช็อกโกแลตแพง ๆ (ปานกลาง) แล้วคนอย่างสดจะเลิกถือโทษ ทำเป็นลืมความผิดมึงได้เรอะ !!
 
กรูไม่ใช่นักการเมือง หรือผู้ใหญ่บางจำพวกที่ใช้แค่สินน้ำใจหนัก ๆ  มาปิดปาก ปิดสมอง เปลี่ยนความคิด ได้นะเว้ย
 
งานต้องเป็นงานดิ !!!
 
 
แต่ทั้งหมดสดได้แค่เก็บความแค้นไว้ในใจแล้วพูดกับเขาปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุที่ว่า ไอ้ ส. ค่อนข้างเป็นคนกิริยามารยาทดี "มีน้ำใจ" กับทุก ๆ คน จึงไม่มีใครถือโกรธเขาและคอยอ้าแขนรับเขาเหมือนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่........
 
 

 
= จบ Phase 1 ต่อ Phase 2 กับ 3 พรุ่งนี้ =
ตอนหน้า ไอ้ ส. กับไอ้ ป. จะได้รับบทเรียนที่แสนสาหัสจากมหาชน โปรดติดตาม
 
 
 
ป.ล. ขอบอกว่า ที่เขียนนี้ไม่ได้ต้องการให้ร้ายใครทั้งนั้นนะคะ แค่อยากจะบอกว่า ในขณะนี้สดได้พบว่า
 
มีผู้ใหญ่หลาย ๆ คนคิดใช้วัฒนธรรมไทยที่ดีอย่าง "อาวุโส" กับ "น้ำใจ" ในการสร้างตัวเองให้ดูเหมือนเป็นคนดี ในสันดานเห็นแก่ตัว
 
ใครที่ได้ร่วมงานหรือเป็นเพื่อนกับคนพวกนี้เพราะ "น้ำใจ" ขอเตือนว่า ให้ดูดี ๆ ว่าเขาเป็นคนใช้น้ำใจเป็น "เครื่องมือ" เพื่อตัวเอง(สะสมบารมี/กลบเกลื่อนความผิด/ให้คนเกรงใจขึ้น) หรือเปล่า จงอย่าต้อนรับและเชื่อใจคนประเภทนี้เด็ดขาด หากไม่อยากเสียใจที่เห็นผิดเป็นชอบ
 
ป.ล.ที่ 2 ดักไว้ก่อนว่า เราไม่ได้ต้องการให้ร้ายวัฒนธรรมไทย แต่ต้องการให้ทุกคนที่อ่านในวันนี้ตระหนักว่า วันนี้คุณต้อนรับคนประเภทนี้เข้ามาในชีวิตเพราะน้ำใจของเขา เยอะแค่ไหนแล้ว
 
 
และหากเด็กทุกคนผ่านมาเห็น ขอให้โตขึ้นจงอย่าเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้สินบนแก้ปัญหาทุกอย่าง นะจ๊ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"สนใจเอาเดทโน้ตมั้ย?" ป๋มทำให้โลกใหม่ของคุณเป็นจริงได้นะ"
 
/เผ่น!
 
 
 
ป.ล.สำหรับคนไม่เก็ท มันมาจากไอ้ คิวเบย์ แมวมาสคอตในเรื่อง Mahou Shoujou Madoka Magica ค่ะ
 

ซึ่งใครได้หลงทำสัญญาเป็นสาวน้อยเวทย์มนต์กับมันในเรื่องนี้

จะไม่ได้ตายดีทุกราย
 
เห็นว่ามันมีอะไรบางอย่างคล้าย ๆ ลุคด้วยนั่นแหละ เลยเอามาปนกัน อิอิ